ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการบี้เห็บในสุนัข sbobet

doggy

ยังมีผู้เลี้ยงสุนัขมากมายหลายท่าน ที่เชื่อว่าเมื่อบี้เห็บแล้วจะทำให้เกิดเห็บมากมายเป็นทวีคูณ ท่านเหล่านั้นจึงสั่งสอนลูกหลานของตนต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อเก็บเห็บออกจากตัวสุนัขแล้ว อย่าบี้เห็บเป็นอันขาด เพราะการบี้เห็บตัวเมียที่ตัวเป่งนั้น จะทำให้เกิดลูกเห็บขึ้นเป็นจำนวนมหาศาล ทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่คลาดเคลื่อนไปจากความจริง ความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ เห็บแข็งตัวเมียจะวางไข่เพียงครั้งเดียวเป็นจำนวนมากมาย อาจมากถึง 3,000-4,000 ฟอง และเมื่อวางไข่จนหมดท้องแล้ว เห็บตัวนั้นก็จะตายไป sbobet

           อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะวางไข่ได้ มันจะต้องได้รับการผสมพันธุ์และต้องกินเลือดสุนัขจนตัวเป่งเต็มที่เสียก่อน ถ้ายังไม่ได้กินเลือดหรือกินยังไม่เพียงพอ ก็ยังไม่สามารถวางไข่ได้ เมื่อจะวางไข่ เห็บตัวเมียนั้นจะต้องหล่นจากตัวสัตว์ แล้วหาที่ปลอดภัย เช่นใต้ก้อนดินหรือก้อนหินบนพื้น หรืออาจเป็นร่องตามกำแพงหรือรอยแตกของไม้ใกล้พื้นดิน ในการวางไข่ จะใช้เวลาหลายวัน อาจนานหลายสัปดาห์ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ไข่ที่ถูกปล่อยออกมาแต่ละฟอง จะต้องถูกเคลือบไว้ด้วยสารคล้ายไขซึ่งกันน้ำไม่ให้ ระเหยออกจากไข่ไว้ชั้นหนึ่งก่อน หลังจากนั้น ไข่จะถูกเคลือบไว้ด้วยสารที่มีคุณสมบัติป้องกันการเกิด oxidation (=การทำปฏิกริยากับออกซิเจนในอากาศ) ไว้อีกชั้นหนึ่งsbobet

           ดังนั้น ถ้าเห็บที่มีไข่เต็มท้องถูกบี้จนแตกเลือดทะลักออกมา และอาจมีไข่บางส่วนไม่ถูกทำลาย ก็ไม่ได้หมายความว่าไข่เหล่านั้นจะฟักออกเป็นตัวอ่อนได้ ทั้งนี้เพราะไข่เหล่านั้น ไม่ได้ถูกเคลือบด้วยสารทั้ง 2 ขั้นตอนดังกล่าวข้างต้น ไข่เหล่านั้น จึงแห้งจากความร้อนของอากาศและฝ่อไปในที่สุดsbobet

           ทั้งนี้ เป็นไปได้ว่าการที่ผู้ใหญ่แนะนำเด็ก ๆ ว่าอย่าบี้เห็บ อาจจะมีเหตุผลอื่นแฝงอยู่ก็ได้ เช่น เมื่อบี้เห็บแล้ว อาจจะทำให้พื้นเปื้อนเลือดที่ทะลักออกจากตัวเห็บ ทำให้พื้นเป็นรอยด่าง-ดวง ไม่น่าดู ทางเลือกอื่น ก็คือ เมื่อเก็บเห็บได้มากในแต่ละครั้ง ก็อาจลวกด้วยน้ำเดือด เห็บก็จะตายหมด หรืออาจเก็บใส่ขวดแอลกอฮอล์หรือน้ำมันก๊าด เห็บจะตายและถูกดองไว้ ไม่เน่าเปื่อย เมื่อเก็บเสร็จแล้ว ปิดฝาขวดไว้ให้แน่น และสามารถนำมาใส่เห็บในการเก็บครั้งต่อไปได้อีก ในบางบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้ เราอาจโรยเห็บที่เก็บมาได้ ให้ไก่จิกกินก็ได้ เชื่อว่าไม่ทำให้ให้เกิดการติดเชื้อจากเห็บได้

สุนัข – มาดูแลสุขภาพหมาที่เรารักช่วงหน้าหนาวกันเถอะsbo

dog-jacket

ในหน้าหนาวไม่ได้มีเพียงเราเท่านั้นที่รู้สึกหนาว  หากยังคงมีเพื่อนร่วมโลกอย่างเช่นหมาน้อยหมาใหญ่ที่เรารักและเป็นห่วงอยู่นอกบ้านที่ยังคงหนาวอยู่เช่นกัน  การดูแลน้องหมาน้อยหมาใหญ่ในช่วงหน้าหนาวนั้นsbo  เราไม่ควรปล่อยให้น้องหมานอนโดยไม่มีชุดใส่กันหนาวการป้องกันอาการหน่าวสั่นในหมานั้นมีหล่ายวิธี 

เราอาจเอาน้องหมาเข้ามาไว้ในบ้านเพืท่อช่วยไม่ให้หมาที่เรารักเกิดอาการเจ็บป่วยได้  อากรหนาวทำให้หมาเราเกิดได้หลายโรคด้วยกัน เช่น อาจจะเป็นโรคหวัดหรือโรคหลอดลมอักเสบติดต่อได้  การเป็นหวัดเพราะอาการที่เย็นขึ้นนั้นเราสามารถช่วยได้โดยการหาผ้าหรือที่บังลมก็พอช่วยได้sbo  และอาจจะทำให้เป็นโรคไข้หัดได้โรคไข้หัดอาจจะทำให้เราต้องเสียน้ำตาเพราะอาจจะพรากชีวิตน้องหมาไปได้อย่างที่เราไม่ทันตั้งตัวก็เป็นได้  โรคต่อไปที่อาจจะเกิดในหน้าหนาวคือ โรคลำไส้อักเสบติดต่อในสุนัขsbo โรคนี้ก็อาจจะทำใหสุนัขตายจากเราไปอย่างไม่ทันคาดคิดก็ได้  อีกโรคที่น่ากลัวไม่แพ้กันอาจจะเกิดขึ้นในคนอย่างเราก็เป็นได้หากไม่คือโรค ภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำในสุนัข  ภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำในสุนัขนั้น หากอากาศเย็นมากๆๆๆๆ จะทำให้ระบบภายในเกิดการเย็นและช็อคได้เนื่องจากอุณหภูมิต่ำเกินที่ร่างกายของสุนัขจะรับไหว  หากสุนัขที่ต้องอยู่นอกบ้านจริงๆควรมีผ้าหรือที่กำบังลมและบรรเทาเพื่อไม่ให้ร่างกายเกิดอาการอุณหภูมิถึงจุดต่ำเพื่อไม่ให้เป็นความเสี่ยงต่อชีวิตสุนัขที่เรารักได้อยู่กับเราได้นานๆขึ้น

สุนัข – ร็อตไวเลอร์

ร็อตไวเลอร์ มาจากไหน?

สุนัข - ร็อตไวเลอร์

สุนัข – ร็อตไวเลอร์

         วันนี้ทางเว็บไซต์ของเราของได้เปิดให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ ด้วยการสนับสนุนของเว็บไซต์ พนันบอลออนไลน์ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ รับพนันบอล ที่ให้การสนับสนุนเราด้านข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ครบครันถ้าใครต้องการเข้าไป พนันบอล ซึ่งเป็นเว็บไซต์ แทงบอลวันนี้ ของคนไทยที่มีคนเข้ามากที่สุดและให้บริการดีที่สุดในประเทศไทย

 

ร็อทไวเลอร์ สุนัขขนาดใหญ่สายพันธุ์นี้ เคยถูกเลี้ยงไว้ใช้งานในการคุ้มกันกองคาราวานสินค้า ในประเทศแถบยุโรป ครั้งหนึ่งเมื่อเสร็จจากงาน เจ้าของกองคาราวานสินค้าได้นำสุนัขเข้ามาพักผ่อนในเมือง ปรากฏว่า ชายขี้เมาคนหนึ่งพยายามเข้ามาทำร้ายเจ้าของ สุนัข “ร็อตไวเลอร์” จึงเข้าปกป้อง เมื่อหลายคนเห็นว่าสุนัขพันธุ์นี้มีทั้งพละกำลัง และความดุร้ายหวงแหนเจ้าของ จึงนำมาเพาะเลี้ยงใช้งานลักษณะนี้มาถึงปัจจุบัน และพันธุ์ของเจ้าสุนัข ร็อตไวเลอร์ ที่โด่งดังสุด เห็นจะเป็นพันธุ์ที่มาจาก 3 ประเทศหลัก คือ เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และยูโกสลาเวีย

          ร็อทไวเลอร์ สายพันธุ์ที่มาจากประเทศเยอรมนี ถือว่าเป็น ร็อตไวเลอร์ ที่ดุร้ายและก้าวร้าวที่สุด เนื่องจากธรรมชาติและเป้าหมายของการเพาะเลี้ยงในประเทศนี้มักใช้งาน “ร็อตไวเลอร์” ในการคุ้มกันบุคคล-อารักขาอาณาบริเวณ การคัดเลือกสายพันธุ์ รวมถึงการฝึกจึงเน้นลักษณะการใช้งานเป็นหลัก สุนัขทุกตัวจึงต้องผ่านการตรวจจิตประสาท ก่อนจะนำไปขึ้นทะเบียนด้วย
         
          ในสหรัฐอเมริกา จะเพาะเลี้ยง “ร็อตไวเลอร์” ในลักษณะสุนัขเข้าสังคม ใจดี ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในบ้าน  ฝึกให้มีความสงบ ไม่ก้าวร้าว ถึงขนาดการประกวดสุนัขพันธุ์นี้ในสหรัฐ มีข้อกำหนดว่ากรรมการต้องสามารถอ้าปากได้โดยไม่ถูกกัด หาก สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีอาการก้าวร้าวจะถูกตัดสิทธิ์ทันที

          ขณะที่ประเทศยูโกสลาเวีย จะนำลักษณะเด่นของ ร็อทไวเลอร์ ทั้งสายพันธุ์สหรัฐฯ และเยอรมนี มารวมกันคือ ทั้งบึกบึน สงบ รวมถึงการฝึกคุ้มกันและอารักขาไปในตัวด้วย

สุนัข - ร็อตไวเลอร์

สุนัข – ร็อตไวเลอร์

ร็อตไวเลอร์ ที่นิยมเลี้ยงในไทยเป็นสายพันธุ์อะไร?

          “ประเทศไทยพ่อแม่พันธุ์ สุนัข ร็อตไวเลอร์ ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี ซึ่งลูกค้าที่ซื้อนิยมเอามาเฝ้าบ้านกันขโมย คุ้มครองคนในบ้าน แต่มีข้อเสีย คือ คนเลี้ยงส่วนมากไม่ค่อยศึกษาลักษณะนิสัย และการฝึก เห็นตอนตัวเล็กๆ น่ารัก ก็ซื้อหามาเลี้ยง โดยไม่นึกถึงตอนที่สุนัข ร็อตไวเลอร์ โตขึ้นมา เลยไม่เข้าใจธรรมชาติของพวกนี้” สกล ทักษิณาภินันท์ชัย เจ้าของคอกสุนัขมอร์แดนด๊อก จ.สมุทรสาคร  ฟาร์มใหญ่ของ “ร็อตไวเลอร์”  ให้ข้อมูล

          ทั้งนี้ ธรรมชาติของสุนัข ร็อตไวเลอร์ จะตัวใหญ่โต น้ำหนักเกินกว่า 50 กิโลกรัม ลักษณะกะโหลกใหญ่ กล้ามเนื้อแข็งแรง ที่สำคัญ ร็อทไวเลอร์ จะหวงแหนอาณาเขตของตัวเอง คนแปลกหน้าเข้ามาจะแสดงอาการปกป้องหรือเห่าส่งเสียงดัง

 

ลักษณะทั่วไปของสุนัข ร็อตไวเลอร์

          สุนัข ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขอารักขาที่น่าเกรงขาม เมื่อถูกฝึกให้ต่อสู้และโจมตี ก็จะทำอันตรายให้แก่ผู้บุกรุก แม้จะฝึกได้ไม่ยาก แต่ต้องมีเจ้านายที่มีวินัยเพื่อทำให้มันเคารพและเชื่อถือ ด้วยความเชื่อมั่นในพละกำลัง โดยธรรมชาติมันจะไม่ลังเลที่จะเผชิญหน้ากับภยันตรายที่จะเกิดขึ้น จะแสดงออกถึงความโดดเดี่ยวโดยธรรมชาติ แต่จะไม่เป็นกับเจ้านายหรือผู้คนในครอบครัว

          ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่อกกว้าง ขนาดปานกลาง ล่ำและมีพลัง ความกระทัดรัดและโครงสร้างที่บึกบึนเป็นเครื่องบ่งบอกถึงความแข็งแรง สุนัขเพศผู้จะมีโครงสร้างที่ใหญ่กว่าสุนัขเพศเมีย โดยที่เพศเมียแม้จะมีขนาดเล็กกว่าแต่ไม่ได้อ่อนแอกว่าแม้แต่น้อย

          ลักษณะของกะโหลก ควรมีความยาวปานกลาง มองด้านข้าง หน้าผากจะโค้งเล็กน้อย ขากรรไกรบนและล่างแข็งแรง หูขนาดปานกลาง ห้อยลง ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ในขณะที่ตื่นตัวหูจะอยู่ในระดับเดียวกับส่วนบนของกะโหลก จมูกกว้างและมีสีดำ ลำตัวกว้างและลึกลงไปจนถึงข้อศอก หลังเหยียดตรงและแข็งแรง ชายกระเบนเหน็บสั้น ลึกและเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ หางตัดสั้นเกือบชิดลำตัว ฝ่าเท้าแข็งแรง มีสปริงและเกือบจะตั้งฉากกับพื้นดิน กลมและกระทัดรัด โค้งกำลังดี ไม่บิดเข้าหรือบิดออก อุ้งเท้าหนาและแข็ง เล็บเท้าสั้น แข็งแรง และมีสีดำ นิ้วติ่งควรจะตัดทิ้ง

          ที่สำคัญ สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะต้องมีขนสีดำสนิทตลอดทั้งตัว โดยอาจจะมีมาร์คกิ้งสีสนิมหรือสีมะฮ็อกกานี มาร์คกิ้งที่ว่าอาจจะอยู่เหนือตาแต่ละข้างบริเวณแก้ม เป็นแถบอยู่ด้านข้างของปาก เป็นต้น

วิธีเลี้ยงดู ร็อตไวเลอร์ ไม่ให้ทำร้ายเจ้าของ

          สุนัข ร็อทไวเลอร์ มีความตื่นตัวและเฉลียวฉลาดอย่างน่าทึ่ง สามารถจดจำเรื่องราวต่างๆ ที่สอนได้แม่นยำ ทั้งยังสงบเยือกเย็น ทำให้เห็นถึงความกล้าหาญและเสียสละ อย่างไรก็ตาม คนเลี้ยง ร็อตไวเลอร์ จะต้องให้ความรัก ความใกล้ชิดพอสมควร เพราะถ้าไม่มีเวลาหรือไม่พาไปวิ่งออกกำลัง ลักษณะร่างกาย สุนัข ร็อทไวเลอร์ จะไม่สมบูรณ์ ยิ่งถูกขังในบ้านนาน ร็อตไวเลอร์ จะกลายเป็นสุนัขที่อันตราย หากใครเข้าบ้านจะตรงไปทำร้ายทันที

          ด้วยเหตุนี้ คนเลี้ยงสุนัข ร็อตไวเลอร์ จึงต้องหาเวลาพา ร็อทไวเลอร์ใส่สายจูงออกไปเดินนอกบ้านบ้าง เพื่อเป็นการเรียนรู้การเข้าสังคมและให้เกิดความเคยชินกับสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน ที่สำคัญจงอย่าขัง สุนัข ร็อตไวเลอร์ไว้ในบ้านหรือกรงอย่างเดียว เพราะวันไหนถ้าหากหลุดออกไปนอกบ้าน สุนัขจะเกิดความระแวง หวาดกลัว และเข้าทำร้ายคนที่เดินผ่านไปมา ซึ่งอันตรายมาก

สุนัข - ร็อตไวเลอร์

สุนัข – ร็อตไวเลอร์

วิธีป้องกันคมเขี้ยว ร็อตไวเลอร์

          เจ้าของฟาร์ม กล่าวว่า ถ้าเข้าไปอยู่ในอาณาเขตของพวกนี้เสี่ยงที่จะถูกกัด หากสุนัขตรงเข้ามาหาสิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ยืนนิ่งๆ ห้ามกระดุกกระดิก เพราะธรรมชาติของสุนัขพันธุ์นี้ จะไม่ชอบคนหลุกหลิก หรือท่าทางแบบกล้าๆ กลัวๆ หรือพวกคนแปลกหน้าเนื่องจากสัญชาตญาณปกป้องหวงแหนถิ่นที่อยู่

          “ถ้าสุนัขวิ่งเข้ามาหาให้ยืนนิ่งๆ สุนัขจะหยุด หรือหากถูกกัดแล้วอย่าพยายามวิ่งหนี ปล่อยให้กัดเพียงครั้งเดียว แล้วมันจะค่อยๆ ปล่อยกรามออกมาเอง แต่หากเหยื่อดิ้นรนต่อสู้ สุนัขจะขย้ำและยิ่งบดเขี้ยวสะบัด เพื่อให้เหยื่อหยุดนิ่ง ที่สำคัญห้ามล้มลงโดยเด็ดขาด เพราะสุนัขจะเข้าฟัดจนเหยื่อแน่นิ่ง ทางที่ดีถ้าล้มลงก็ให้นอนนิ่งๆ พยายามอย่าร้องกลั้นความเจ็บปวดไว้ สุนัขจะค่อยๆ สงบลงเอง อย่างเหยื่อเด็กที่ถูกกัดคงดิ้นรน ทำให้โดนฟัดจนเสียชีวิต” สกล กล่าวให้คำแนะนำในการเอาตัวรอดจากคมเขี้ยว “ร็อตไวเลอร์”

สุดท้ายก็ต้องขอขอบคุณทางเว็บไซต์  แทงบอลสเต็ป นี้ที่ทำให้เว็บไซต์ของเรานั้นได้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่ถูกต้องและรวดเร็วให้กับทุกท่านส่วนใครที่ต้องการเข้าไป พนันบอล ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ใช้บริการเว็บไซต์ที่ให้การสนับสนุนเรา…..ขอบคุณที่ใช้บริการครับ ^-^

สุนัขพันธุ์ : ลาบราดอร์

1234217_504535922962485_929991874_n

สุนัขพันธุ์ : ลาบราดอร์

สุนัขพันธ์ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ มีต้นตระกูลอยู่ที่นิวฟันด์แลนด์ ชายฝั่งทะเล ประเทศแคนาดา โดยใช้ช่วยงานชาวประมงในการลากอวนเข้าฝั่ง ปีที่กำเนิดประมาณ ค.ศ. 1800 และในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีการนำสุนัขพันธุ์นี้ไปยังประเทศอังกฤษทางเรือประมง ขณะนั้นลาบราดอร์ล้วนแต่เป็นสุนัขที่มีแต่สีดำทั้งสิ้น แต่ด้วยความที่มีการเก็บค่าภาษีสุนัขที่แพงมาก ประกอบกับกฏระเบียบที่เข้มงวดของอังกฤษทำให้การนำเข้าสุนัขลาบราดอร์ต้อง หยุดชะงักลง และในที่สุดก็เลิกเพาะพันธุ์ไป. จนเมื่อปี ค.ศ.1903 ได้เริ่มมีการพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่โดยนำลาบราดอร์ผสมข้ามสายพันธุ์กับ สุนัขในกลุ่มรีทรีฟเวอร์ ทำให้เกิดเป็นลาบราดอร์ สีเหลือง(สีขาว) และสีช็อกโกแลตเพิ่มขึ้นมา รวมเป็นสามสี ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับและถือว่าถูกต้องตามมาตรฐานสายพันธุ์

หลังจากนั้นต่อมาก็ได้มีการพัฒนาสุนัขลาบราดอร์ ให้เป็นการเลี้ยงในฐานะสุนัขล่าเหยื่อ และยังถูกใช้เป็นสุนัขกู้ภัย เพราะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วแม้ในภูมิประเทศที่ขรุขระแค่ไหนก็ตาม จนได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วโลกในที่สุด

ปัจจุบันสุนัขลาบราดอร์ นอกจากจะถูกใช้งานในการล่าสัตว์แล้ว ยังใช้ในการตรวจค้นหายาเสพติด ระเบิด และช่วยนำทางให้กับผู้พิการทางสายตาอีกด้วย ลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความอดทน เข้มแข็ง มีความสามารถในการดมกลิ่นดีเยี่ยมและโดดเด่นมาก

1175421_496297823786295_663269030_n

มาตราฐานสายพันธุ์

ลักษณะทั่วไป
ลาบราดอร์เป็นสุนัขที่มีโครงสร้างแข็งแรง ฝึกง่าย มีความกระตือรือร้น ขนาดใหญ่ ตัวผู้สูง(จากเท้าถึงระดับไหล่) 22.5-24.5 นิ้ว หนัก 31-35 กิโลกรรม ตัวเมียสูง(จากเท้าถึงระดับไหล่) 21.5-23.5 นิ้ว น้ำหนัก 28-32

หัว
กะโหลกใหญ่กว้าง สันจมูกมีสต๊อป ขอบบนของเบ้าตาเป็นสันนูนขึ้นเล็กน้อย

ตา
ดวงตามีแววฉลาดและเป็นมิตร ขอบตาลาบราดอร์มี Pigment สีดำ ดวงตาคล้ายคน มีขนาดปานกลาง มีสีน้ำตาลเข้มหรือดำ

จมูก
จมูกใหญ่และกว้าง มีสีดำสนิท (สำหรับลาบราดอร์สีดำและลาบราดอร์สีเหลือง) และลาบราดอร์สีช็อกจะมีสีจมูกสอดคล้องกับสีขน

ฟัน
ฟันสบกันพอดี ฟันไม่ชนกัน ฟันบนต้องครอบฟันล่างได้พอดีคล้ายลักษณะของกรรไกร

หู
หูเป็นเอกลักณ์ที่มีเสน่ห์ของลาบราดอร์รีทรีฟเวอร์ หูจะปรกด้านข้างของหัว มีขนาดพอดี ถ้าดึงปลายหูมาด้านหน้าจะยาวปิดตาได้พอดี

ลำตัว
ลำคอยาวพอดี มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเป็นลักษณะของสุนัขที่ใช้ในเกมกีฬา เส้นหลังตรง ลำตัวสั้น ช่วงอกกว้างหนา กระดูกซี่โครงค่อนข้างกลม ลาบราดอร์เป็นสุนัขที่มีลักษณะสมส่วนทั้งร่างกาย

หาง
ส่วนโคนหางมีขนาดใหญ่ตรง แข็งทื่อ กลม หนา เรียวไปยังส่วนปลาย ไม่มีพู่หาง ไม่ม้วนขดงอ ขนานอยู่ระดับเดียวกับแนวเส้นหลัง จังหวะในการชี้หางลงล่างหรือขึ้นบนก็ได้

ขน
ขนสั้น เหยียดตรงและหนา มีขนสองชั้น ขนชั้นนอกเส้นขนหนาเรียบหยาบ ขนชั้นในเส้นบางสั้นนุ่มกันน้ำได้ ลาบราดอร์ที่มีสุขภาพที่ดีจะมีขนที่เงางาม สลวย ไม่แห้งกรัง

สี
ลาบราดอร์มีสีที่ถือเป็นมาตรฐานสายพันธุ์ในปัจจุบันเพียง 3สีเท่านั้นคือ สีดำสนิท สีเหลือง(บางครั้งจะออกไปทางสีขาว) และสีช็อกโกแลต

ขา
ขาหน้าเหยียดตรงแข็งแรง เวลายืนแนวขาจะตรงกับหัวไหล่ดูสง่างาม อุ้งเท้าหนา นิ้วเท้าโค้งมาก ขาหลังแข็งแรงได้สัดส่วน มีกล้ามเนื้อบริเวณต้นขาหลังเป็นมัดๆ ชัดเจน

943635_484619828287428_870217202_n

264464_489886827760728_1842497281_n

ลักษณะนิสัย และความเหมาะสมในการเลี้ยงดู

ลาบราดอร์เป็นสุนัขที่เหมาะที่จะเลี้ยงดูในครอบครัว มีนิสัยรักเจ้าของและครอบครัว เข้ากับสุนัขสายพันธุ์อื่นได้ดี สามารถเลี้ยงรวมกับสุนัขที่มีนิสัยไม่ดุร้ายด้วยกันได้ ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงรวมกับสุนัขสายพันธุ์ดุร้าย เช่น ร็อตไวเลอร์ หรือ พิทบูลเพราะอาจโดนกัดหรือโดนขู่ ทำให้เสียสุขภาพจิตได้ ลาบราดอร์มีความเป็นมิตรสูง ไม่ดุร้าย ไม่ข่มขู่ สามารถเลี้ยงได้ในครอบครัวที่มีเด็กได้ เนื่องจากมีนิสัยรักเด็ก ชอบเล่นกับเด็ก ชอบคลอเคลียชวนเล่นด้วย แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กมากก็ควรระวังบ้าง เพราะลาบราดอร์เป็นสุนัขที่มีพละกำลังสูงเพราะจัดอยู่ใน sporting group มีความกระตือรือร้น ชอบออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจ ลาบราดอร์ชอบวิ่ง ชอบเคลื่อนไหว ชอบเล่นน้ำ ชอบลูกบอล ชอบกระโจนใส่เจ้าของ ชอบหยอก ขี้เล่นรักสนุก ร่าเริง มีความแอคทีฟสูงมาก อยากรู้อยากเห็น ขี้สงสัย และชอบต้อนรับทักทายแขกหรือคนแปลกหน้าโดยส่งเสียงเห่าทักทายด้วยเสียงเห่า ที่ทุ้มกังวาลน่มนวลไพเราะ และกระดิกหางแสดงความตื่นเต้นยินดี อีกทั้งลาบราดอร์ยังมีความสามารถด้านการเชื่อฟังคำสั่ง สามารถฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งพื้นฐานได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว โดยรวมถือเป็นสุนัขใจดี เชื่อฟังคำสั่ง และเฉลียวฉลาดน่าเลี้ยงดูน่าคบหาที่สุดสายพันธุ์หนึ่ง

ความต้องการการเอาใจใส่ดูแล

สำหรับสุนัขพันธุ์นี้ บริเวณเลี้ยงดูเป็นเรื่องสำคัญต้องมีรั้วรอบขอบชิด พื้นที่ออกกำลังกายสำหรับสุนัขพันธุ์นี้สำคัญที่สุด ลาบราดอร์ไม่เหมาะที่จะเลี้ยงในบ้านแคบๆ หรือ ในคอนโด ห้องพัก ห้องเช่า ได้อย่างสุนัขพันธุ์เล็ก ถ้าคุณไม่มีพื้นที่บริเวณออกกำลังกายให้เขาไม่ควรคิดเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์ นี้ แต่ก็ไม่ควรเลี้ยงแบบปล่อยปละให้นอกบริเวณอิสระเกินไปแบบสุนัขพันธุ์ไทยดั้ง เดิมอาจหายได้ เพราะลาบราดอร์มีนิสัยชอบเที่ยวเตร่ ไปทุกที่ที่ไปได้ ซ้ำยังเข้าได้กับคนแปลกหน้าได้เป็นอย่างดี เป็นมิตรกับทุกคน เสี่ยงกับการโดนลักขโมย กรงที่มีขนาดใหญ่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลาบราดอร์ แม้คุณตั้งใจจะเลี้ยงดูเขาให้ใกล้ชิดกับคนมากที่สุด เช่น อยากให้อาศัยอยู่รวมกัยคนภายในบ้าน หรือให้อยู่ในบริเวณห้องรับแขก จะอย่างไรก็ตามก็ควรมีกรงใหญ่ๆ ไว้รองรับในเวลาที่จำเป็นต้องจำกัดบริเวณเขาด้วย เพราะอย่างน้อยจะช่วยในเรื่องการฝึกนิสัยให้เขารู้จักการถูกจำกัดพื้นที่ เพื่อสร้างนิสัยไม่ให้ก้าวร้าวและลดพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างๆ และเป็นพื้นฐานในการฝึกให้เชื่อฟังคำสั่งได้อีกด้วย การฝึกให้เขารู้จักกรงควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก ลาบราดอร์ค่อนข้างเป็นสุนัขขี้ร้อน โดยเฉพาะอากาศร้อนในบ้านเราในปัจจุบันควรมีพื้นที่มีร่มเงาสำหรับสุนัข พันธุ์นี้ด้วย หรือถ้าเป็นห้องแอร์ได้ก็จะดี อุณหภูมิต่ำสุดประมาณ 25 องศาเซลเซียส พวกเขาจะมีความสุขมากหากมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากเห็บหมัด การให้วัคซีนตามโปรแกรมอย่างถูกต้องก็เป็นเรื่องจำเป็นมาก การให้ยาถ่ายพยาธิ และการให้ยาถ่ายพยาธิหนอนหัวใจก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย สำหรับสุนัขที่โตแล้ว ควรให้เขาได้เดินได้วิ่งเล่นได้ออกกำลังกายในพื้นที่โล่งๆ เช่น สนามหน้าบ้าน หรือลานกว้างๆ ทุกๆ วัน วันละ 45 นาทีเป็นอย่างน้อย หากลาบราดอร์ไม่ได้ออกกำลังกายจะมีลักษณะซึมเก็บกด หรือ รุนแรงขึ้นอาจก้าวร้าว! บางตัวจะมีพฤติกรรมกัดแทะ รื้อ ค้น ตั้งแต่เด็กๆ จนโตไม่ยอมหยุดเพราะขาดการได้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะช่วยปลดปล่อยพลังงานและลดพฤติกรรมกัดแทะได้บ้าง แต่ก็ไม่ทำให้หมดโดยเฉพาะช่วงผลัดฟัน จนกว่าเขาจะโตเต็มวัย หากลาบราดอร์ไม่ได้ออกกำลังกายจะอ้วนได้ง่ายมากและทำให้เกิดโรคไม่พึง ประสงค์ต่างๆ ตามมา สำหรับลูกสุนัขไม่ควรให้ออกกำลังกายรุ่นแรงหรือวิ่งหนักๆ เพราะจะทำให้ขาแบะโครงสร้างกระดูกเสีย จนกว่าจะเริ่มโตเต็มวัย การให้ออกกำลังกายในวัยเด็กควรกั้นบริเวณให้พอได้ เดิน-วิ่ง ได้ในช่วงสั้นๆ ประมาณ 5×5 เมตรก็ได้ การให้อาหารแนะนำให้เป็นอาหารเกรดพรีเมี่ยมขึ้นไปตามช่วงอายุ ไม่แนะนำให้อาหารเหลือเศษจากคน เพราะระบบร่างกายสุนัขไม่เหมือนคน การได้รับสารอาหารที่เหมาะสมสำหรับสุนัขอาหารสำหรับสุนัขที่มีคุณภาพก็ ย่อมดีกว่า

1016673_481421268607284_856509085_n

โรคไม่พึงประสงค์

โรคข้อสะโพกเสื่อม (Hip Dysplasia) เป็นโรคกระดูกที่พบได้มากในสุนัขพันธุ์ใหญ่ (Giant and large breed) โดยพบมากถึง 1 ใน 3 ของโรคกระดูกทั้งหมดใน สุนัข โดยโรคนี้จะมีพัฒนาการในช่วงที่มีการเจริญเติบโต ของกระดูกจึงอาจพบได้ตั้งแต่ 4-12 เดือน

โรคกระดูกอ่อน เป็นโรคที่เกิดขึ้นกับสุนัขที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกไม่สมบูรณ์ จะมีอาการที่พบเห็นทั่วไป คือ สุนัขมีอาการขาโก่ง หรือขณะเดินจะสังเกตว่าขาจะไม่มั่นคง จะปัดไปปัดมา ซึ่งสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่กำลังเจริญวัย กินอาหารครั้งละมาก ๆ กินแล้วก็นอน ฯลฯ และผลที่ตามมา ขาก็จะลีบเล็กลง โดยที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้ขาเสียในที่สุด วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ให้อาหารสุนัขไม่ต้องมากในแต่ละมื้อ โดยอาจจะเพิ่มจำนวนมื้อให้มากยิ่งขึ้น และให้เวลากับสุนัขของคุณโดยพาออกไปวิ่งเล่นออกกำลังกายยามว่าง ที่สำคัญอาหารที่ให้ก็ควรมีคุณค่าสารอาหารครบถ้วน ไม่ควรที่จะให้ข้าวคลุกกับข้าวติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ ควรจะให้สลับกับอาหารสำเร็จรูปสำหรับสุนัขบ้าง เพราะอาหารเหล่านั้นจะมีสารอาหารอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

โรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์ กล่าว คือ ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยกว่าปกติ และก่อให้เกิดความผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแสดงออกทางผิวหนัง อาการที่พบคือ สุนัขจะมีอาการขนร่วง เช่น ข้างลำตัว รอบก้นและหาง หน้าอก ในสุนัขอายุมากมักพบรังแคกระจายทั่วร่างกาย อาจพบผิวหนังมีเม็ดสีสะสม มักพบเป็นสีดำ อาจมีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ อ่อนเพลีย ซึ่งโรคนี้มักพบในสุนัขอายุ 6-10 ปี แต่ถ้าเป็นสุนัขพันธุ์ใหญ่สามารถพบในอายุน้อยกว่า 6 ปีได้ ดังนั้น หากสุนัขของคุณมีอาการดังนี้ แนะนำให้พาสุนัขมาตรวจกับสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษาจะดีที่สุด

โรคประสาทตาเสื่อม อาจเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำของสุนัขลาบราดอร์เนื่องจากพบอัตราการป่วย มากกว่าสายพันธุ์อื่น โดยอาการจอตาเสื่อมมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับบริเวณของจอตาที่มีปัญหา อาการที่สังเกตได้คือ สุนัข จะมองภาพได้ไม่ชัดเจนในที่มีแสงน้อย และเจ้าของจะรู้สึกว่าตาแวววาวผิดปกติ เนื่องจากม่านตาขยายเพื่อให้แสงผ่านไปได้มากขึ้น สุนัข อาจเห็นภาพได้แคบลง จึงต้องหันหัวมอง หรืออาจเดินชนสิ่งของ ส่วนใหญ่อาการนี้ไม่สามารถรักษาได้ แต่ไม่ใช่ทุกตัวที่เป็นจะต้องตาบอดอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ต้องได้รับตรวจอย่างละเอียด

โรคต้อกระจก มักเกิดกับสุนัขที่มีอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป โดยจะมองเห็นแก้วตามีลักษณะขุ่นขาว ซึ่งสุนัขยังพอมองเห็นได้ แต่ถ้าแก้วตาขุ่นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้มองไม่เห็น เนื่องจากแสงไม่สามารถผ่านเข้าไปยังจอรับภาพได้ ทั้งนี้สาเหตุเป็นเพราะโรคเบาหวาน หรือได้รับบาดเจ็บมีแผลที่ตา อย่างไรก็ตาม โรคต้อกระจกอาจจะพบได้ในสัตว์อายุน้อยตั้งแต่เกิดจนถึง 3 ปี เนื่องจากเป็นมาตั้งแต่เกิด สำหรับการรักษา ควรรีบพาสุนัขของคุณไปพบสัตวแพทย์ เพื่อรับการตรวจและรักษาทันที หากปล่อยทิ้งไว้นาน จะทำให้การรักษายากขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอดได้
โรคลมบ้าหมูจะทำให้สุนัขชักบ่อย ๆ และควบคุมการทรงตัวไม่ได้ การแก้ไขเบื้องต้นควรหาสถานที่ให้สุนัขอยู่อย่างสงบในห้องที่มืดทๆ จนกว่าอาการชักจะทุเลาลง ในระหว่างที่สุนัขชัก อย่าได้เข้าไปจับตัวเด็ดขาด เพราะมันอาจหันมากัดได้ ทั้งนี้ ยารักษาโรคลมบ้าหมูอาจช่วยลดอาการชักให้น้อยลงได้ แต่ควรปรึกษาการใช้ยาจากสัตวแพทย์ สำหรับสาเหตุของโรคชักเกิดจากพยาธิในลำไส้เป็นตัวการสำคัญ

1013517_482921758457235_984898055_n

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.numchoklabrador.com

สุนัขพันธุ์ : ชิสุ

ชิสุ

       sbo โดยเจ้าชิสุนี้มีจุดเด่นก็คือหมาน้อยตากลมโต  ผูกโบว์ที่หน้าผาก มีขนยาวสวย ดูสวยงาม ขนาดเหมาะแก่การพกพาไปไหนมาไหน และยังมีนิสัยเป็นมิตร ขี้เล่น และชอบให้เอาใจ เลยทำให้มีผู้คนจำนวนมากต่างหลงใหลได้ปลื้มเจ้าหมาน้อยพันธุ์ ชิสุ และเลี้ยงเป็นสมาชิกสี่ขาประจำครอบครัวกันอย่างแพร่หลาย

ลักษณะนิสัยทั่วไป : ชิสุ
        ชิสุ เป็น สุนัข ขนาดเล็กในกลุ่มทอย มีน้ำหนักประมาณ 4.5 – 7.5 กิโลกรัม ส่วนสูงประมาณ 25 – 27 ซม.

        ชิสุ มีลักษณะนิสัย กล้าหาญ มีความตื่นตัว ขี้ประจบ มีความสง่า เดินหน้าเชิด ก้าวเท้าอย่างสง่า ชิสุ ยังเป็นสุนัขที่รักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคน ปรับตัวได้ดี ชอบมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับเจ้าของในทุกเรื่อง แล้วก็ไม่ชอบถูกทิ้งในบ้าน ชิสุชอบวิ่ง และรักความสนุกซึ่งเจ้าของควรจะพาไปออกกำลังกายอยู่เสมอๆ

การเลี้ยงดู : ชิสุ
           ชิสุเป็นสุนัขที่มีอายุยืนมากอยู่ได้ประมาณ 10 -18 ปี ตามปัจจัยต่างๆ เช่น อาหาร และการเลี้ยงดู โรคที่เกิดบ่อยกับชิสุ คือโรคตาแห้ง โรคหูน้ำหนวก หูอักเสบ โดยเจ้าของควรหมั่นทำความสะอาดตาและหูของชิสุ อย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของมันโดยเฉพาะ และโรคอื่นๆ ที่เสี่ยงกับชิสุ ได้ เช่น โรคนิ่ว โรคไต และไส้เลื่อน
         
          ขนถือเป็นส่วนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสวยงามของชิสุ หากชิสุเป็นสุนัขขนยาวจะต้องดูแลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมีขนเส้นเล็กและพันกันได้ง่าย หากไม่รู้จักวิธีการรักษาขนให้ดี ขนของชิสุจะพันกันและทำให้มีโอกาสเป็นโรคผิวหนังได้ง่าย ทั้งนี้การแปรงขนให้สม่ำเสมอทุกวันจะช่วยให้ผิวหนัง และขนสะอาดเงางาม เพราะมีการนวดให้ต่อมน้ำมันที่โคนขนขับน้ำมันออกมาเคลือบเส้นผมได้มากขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสุขภาพสมบูรณ์

       อาหาร ควรเป็นอาหารเม็ดมากกว่าอาหารกระป๋อง เพราะสุนัขมีขนยาว หากให้กินอาหารกระป๋องจะทำให้เลอะหนวดเครา เหม็นคาว ทำให้ต้องทำความสะอาดกันทุกครั้งไป และหากล้างออกไม่หมดก็จะกลายเป็นที่สะสมของเชื้อโรค ดังนั้น ทางเลือกที่เหมาะที่สุดเห็นจะเป็นอาหารเม็ด ทั้งนี้ การเลือกซื้อควรเลือกประเภทสำหรับสุนัขพันธุ์เล็ก  โดยเลือกดูให้เหมาะกับช่วงวัยของชิสุด้วย เช่น ถ้าเป็นอาหารลูกสุนัขข้างถุงจะพิมพ์ไว้ว่า Puppy มีโปรตีนมากกว่า เม็ดจะเล็กกว่า และจะแพงกว่าอาหารสุนัขโตนิดหน่อย

รูปภาพเพิ่มเติม :

ชิสุ

ชิสุ

ชิสุ

ชิสุ

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://pet.kapook.com